สิ่งที่อยู่เบื้องบน
พระคูหาว่างเปล่า ข่าวดีจากทูตสวรรค์
11เมื่อวันสับบาโตล่วงไปแล้ว มารีย์ชาวมักดาลา มารีย์มารดาของยากอบ และนางสะโลเม ซื้อเครื่องหอมเพื่อชโลมพระศพของพระเยซูเจ้า
2เช้าตรู่ของวันต้นสัปดาห์ เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วaสตรีทั้งสามคนไปยังพระคูหา
3และกล่าวแก่กันว่า ใครจะกลิ้งก้อนหินออกจากทางเข้าพระคูหาให้เรา
4แต่เมื่อมองไป ก็เห็นว่าก้อนหินนั้นถูกกลิ้งออกไปแล้ว หินก้อนนั้นใหญ่โตมาก
5ครั้นเข้าไปภายในพระคูหา สตรีทั้งสามคนเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมเสื้อยาวสีขาวนั่งอยู่ด้านขวามือ ก็ตกตะลึง
7ชายหนุ่มผู้นั้นกล่าวกับสตรีทั้งสามคนว่า อย่ากลัวไปเลย ท่านกำลังมองหาพระเยซู ชาวนาซาเร็ธ ผู้ถูกตรึงกางเขน พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว พระองค์มิได้ประทับอยู่ที่นี่ สถานที่นี้คือสถานที่ที่เขาได้วางพระศพไว้
8สตรีทั้งสามคนออกจากพระคูหา หนีไปเพราะตกใจกลัวจนตัวสั่น และไม่ได้พูดเรื่องใด ๆ กับใครเลยเพราะกลัว (มก 16:1-8)
LECTIO (ทำความเข้าใจพระวาจา)
เอกภาพของพระธรรมล้ำลึก
ก่อนศตวรรษที่ 4 มีการฉลองประจำปีเพียงฉลองเดียวคือ ปัสกา
คริสตมาสกับปัสกาเป็นฉลองเดียวกัน และการประกอบพิธีกรรมจะกระทำตอนกลางคืน เพราะพระผู้ช่วยให้รอดพ้นเปลี่ยนมนุษยชาติจากความมืดแห่งบาป สองคืนนี้เป็นคืนที่มีแสงสว่าง
ผ้าพันกายทารกทำให้คิดถึงผ้าห่อพระศพ รางหญ้า(=การวาง)ชวนให้คิดถึงสถานที่ฝังพระศพ(=การวาง) มดยอบของโหราจารย์ชวนให้คิดถึงการชะโลมพระศพ ที่เบทเลเฮมคนเลี้ยงแกะได้มาและได้พบ ที่ฝังพระศพพระเยซูเจ้าบรรดาศิษย์ได้มาและได้พบ ข่าวดีเกี่ยวกับการบังเกิดของพระเยซูเจ้าถูกประกาศอีกครั้งในบทExultetคืนปัสกา พระแม่มารีย์ทรงให้กำเนิดองค์พระผู้ช่วยให้รอดพ้น พระนางถวายพระองค์แด่พระเจ้าในพระวิหารและบนเขากัลวาริโอ สามวันที่พระเยซูเจ้าทรงหายไปในพระวิหารตรงกับสามวันที่พระองค์ทรงถูกฝังไว้ในพระคูหา การทรมานกับการหนีไป ประเทศอียิปต์ สองเหตุการณ์นี้มีความสัมพันธ์กัน เหมือนกับความจำเป็นที่ต้องเฝ้าระวังสัมพันธ์กับการที่"ประชากรของพระองค์ไม่ยอมรับพระองค์ มารีย์"ทรงเก็บเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ไว้ในพระทัย" คือพระนางทรงเตรียมปัสกานั่นเอง
a 16 a สำเนาโบราณบางฉบับว่า ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังขึ้น
b มธ 28:8; ลก 24:10,22ฯ; ยน 20:18 เล่าว่าบรรดาสตรีได้ไปแจ้งข่าวนี้จริง ๆ บางที มก อาจเล่าไว้เช่นเดียวกันในตอนปลายที่หายไปของพระวรสาร (ดู เชิงอรรถข้อต่อไป) หรือมิฉะนั้น มก อาจจงใจละเว้นไม่พูดถึงเรื่องนี้ เพื่อไม่ต้องเล่าเรื่องการแสดงพระองค์ของพระเยซูเจ้าต่อไป
มีโลกหนึ่งที่มีความรักแท้ ความสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกัน ความยุติธรรม สันติภาพ ความศักดิ์สิทธิ์ ความยินดี โลกที่บาปกับความเน่าเปื่อยเข้าไม่ถึง โลกที่พระประสงค์ของพระบิดาเจ้าสำเร็จอย่างสมบูรณ์ โลกนี้เป็นโลกที่พระเยซูเจ้าทรงประทับอยู่ เป็นโลกที่พระองค์ทรงเปิดประตูให้เราด้วยการกลับคืนชีพของพระองค์ โดยผ่านการทดสอบอย่างหนักในการทรมาน" (เคียร่า ลูบิค)
สุดปลายแผ่นดินจะเห็นความรอดพ้น"
พระวจนาตถ์ทรงรับธรรมชาติมนุษย์ พระบุตรของพระเจ้าทรงรับสภาพเป็นบุตรของมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และด้วยการรับเป็นบุตรบุญธรรมมนุษย์กลับกลายเป็นบุตรของพระเจ้า ในความเป็นจริงเราไม่สามารถรับความไม่เน่าเปื่อยและความไม่รู้จักตายได้ด้วยวิธีใดเลย นอกจากการเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระผู้ทรงรับธรรมชาติมนุษย์และผู้ไม่รู้จักตาย" (น.อีเรเนโอ)
การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้าเป็นเป้าหมายหนึ่งเดียวของประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้น และรวมทุกมิติของความเป็นจริงบนแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
มีเพลงบทหนึ่งถามว่า "ผิวของพระเจ้าสีอะไร? ดำ แดง เหลือง เทา ขาว......พระเจ้าทรงมองทุกคนภายใต้แสงสว่างของพระองค์ "ท่านกำลังมองหาพระเยซู ชาวนาซาเร็ธ ผู้ถูกตรึงกางเขน พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว พระองค์มิได้ประทับอยู่ที่นี่" (มก 16:1-8)
การกลับคืนพระชนมชีพเป็นความหวังและคำสัญญาสำหรับมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา พระ
องค์แต่ผู้เดียวในประวัติศาสตร์ที่ทรงกลับคืนพระชนมชีพ ทรงเป็นเหมือนเส้นแบ่งระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ที่ชัดเจน "เรารู้ว่าพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายแล้ว จะไม่สิ้นพระชนม์อีก ความตายไม่มีอำนาจเหนือพระองค์อีกต่อไป" (รม 6:9)
ปัสกาบนโลก
อันตรายที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ก็คือการไม่ยอมให้การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้าเป็น
ศูนย์กลางของประวัติศาสตร์ ยอห์นกล่าวไว้อย่างถูกต้องในพระวรสารของท่านว่า"ประชากรของพระองค์ไม่ยอมรับพระองค์" (ยน1:11) ในสมัยนั้น จักรพรรดิ์อาเดรียโนได้สร้างวิหารของคนต่างศาสนาบนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคริสตศาสนา
นักบุญออกัสตินกล่าวว่า "โอ มนุษย์เอ๋ย จงตื่นเถิด พระเจ้าทรงรับธรรมชาติมนุษย์เพื่อท่าน ถ้าพระองค์ไม่ทรงบังเกิดในกาลเวลา ท่านก็จะคงเป็นแค่มนุษย์ตลอดไป"
การที่พระคูหาว่างเปล่าก็ยังไม่เป็นเหตุผลพอเพียง แม้สวรรค์เป็นของเราแล้ว แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ เราคือผู้เดินทางที่มีข้อจำกัดมากมาย วัตถุอาจเป็นเพียงเป้าหมายที่เราต้องการเป็นเจ้าของ ซึ่งหมายความว่า เรามุ่งหาแต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเท่านั้น ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงต้อง "แสวงหาสิ่งที่อยู่เบื้องบน"
ใบหน้าแท้จริงของมนุษย์คือใบหน้าของพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ การกลับคืนชีพให้มุมมองใหม่แก่ชีวิตและความเป็นอยู่ เป็นมิติแท้ "พระวรกายของพระเยซูเจ้าในขณะที่ทรงเป็นมนุษย์ ก็เป็นพระวรกายของพระเจ้า ที่ดำรงอยู่ตลอดนิรันดร Tertulliano กล่าวว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป 'ในพระเจ้ามีทั้งจิตและโลหิต' แม้ธรรมชาติมนุษย์ได้ถูกสร้างมาเพื่อความเป็นอมตะ คือไม่รู้ตาย แต่ก็อยู่เฉพาะในสถานที่ซึ่งวิญญาณที่เป็นอมตะสถิตอยู่ อันได้แก่ร่างกายที่ความไม่รู้ตายพบความหมาย ในแง่ของความสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า และกับมนุษยชาติทั้งมวลที่ได้รับการคืนดี พระวรกายของพระคริสตเจ้าที่ถูกเปลี่ยนแปลงยังเป็นสถานที่ซึ่งมนุษย์เข้าไปมีความสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า และกับเพื่อนมนุษย์ ด้วยวิธีนี้ พวกเขาสามารถเจริญชีวิตในความไพบูลย์ของชีวิตที่ไม่มีวันถูกทำลายตลอดไป.........การกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า ได้เปิดศักราชใหม่ให้กับทุกคน อีกทั้งยังสร้างพื้นที่ให้กับชีวิตและความเป็นอยู่กับพระเจ้า" (Benedetto XVI, Gesu di Nazaret).
สิ่งเหล่านี้เรียกร้องให้บุคคลมี "พฤติกรรม" เยี่ยงผู้กลับคืนชีพ ความเชื่อของคริสตชนตั้งอยู่บนรากฐานของการกลับคืนชีพและชี้ให้เห็นว่าความรักเป็นวิถีการดำรงชีวิตแท้จริง
MEDITATIO (พระวาจาตรัสกับฉัน)
- ความเชื่อทำให้ฉันกำหนดให้ปัสกาเป็นจุดสูงสุดของทุกสิ่ง
- ความตายไม่มีอำนาจเหนือพระองค์อีกต่อไป เราต้องคืนชีพสู่ความร้อนรน ไม่เพียงแต่ออกมาจากบาป แต่จากความน่าสมเพชเวทนาทุกประการ พยายามรักษาความร้อนรนที่เรามีในการฉลองนี้ไว้เสมอ แต่ละคนต้องพูดกับตนเองว่า "จะไม่ตายอีก" (คุณพ่อ โยเซฟ อัลลามาโน)
- เราจะเจริญชีวิตตามพระวาจานี้อย่างไร?
เราไม่พอใจชีวิตครึ่งๆกลางๆ ชีวิตแบบประนีประนอม แต่เราต้องการเจริญชีวิตสอดคล้องกับพระบัญญัติของพระคริสตเจ้า เป็นประจักษ์พยานถึงคุณค่าที่พระเยซูเจ้าทรงนำมาสู่โลก อันได้แก่ จิตตารมณ์ของความรักและสามัคคี จิตตารมณ์แห่งสันติภาพ การรับใช้เพื่อนพี่น้อง การให้อภัย ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความซื่อตรงในธุรกิจการงาน ความบริสุทธิ์ การเคารพชีวิต ฯลฯ เราจะเห็นว่า เป็นแผนการที่กว้างใหญ่เหมือนชีวิต" (เคียร่าลูบิค)
ORATIO (พระวาจาทำให้ฉันภาวนา)
ขอโทษ "เพราะพระเจ้ามิได้ทรงกำหนดให้เราต้องรับโทษ แต่ทรงกำหนดให้เราได้รับความรอดพ้นเดชะพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา 10พระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา เราจะได้มีชีวิตอยู่ร่วมกับพระองค์ ไม่ว่าเราจะตื่นหรือหลับ" (1ธส 5:9-10)
ขอบคุณ ข้าพเจ้าจะขอบคุณเสมอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าความอ่อนแอ หรือบาป ศีลมหาสนิทซึ่งเป็นปัสกาประจำวัน และพระพรที่สวยงามที่สุดจากพระเจ้าพระตรีเอกภาพ เป็นพระพรที่พระเยซูเจ้าทรงประทานให้ "ในคืนที่ทรงถูกทรยศนั้นเอง พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงหยิบปัง 24ขอบพระคุณ แล้วทรงบิออก ตรัสว่า นี่คือกายของเราเพื่อท่านทั้งหลาย จงทำการนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด 25เช่นเดียวกัน หลังอาหารค่ำ ก็ทรงหยิบถ้วย ตรัสว่า ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ในโลหิตของเรา ทุกครั้งที่ท่านจะดื่ม จงทำการนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด (1 คร 11:23-25)
ขอพรพระจิตเจ้า
พระองค์ตรัสกับเขาอีกว่า สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น 22ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงเป่าลมเหนือเขาทั้งหลาย ตรัสว่า จงรับพระจิตเจ้าเถิด
CONTEMPLATIO (พระวาจาของพระเจ้าเป็นจริง)
ความสนิทสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกันคือการหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนชีพ
COMMUNICATIO
(ปัสกาทำให้ประวัติศาสตร์ของมนุษย์มีชีวิตชีวา)
พระเยซูเจ้าผู้ทรงถูกทอดทิ้ง ทรงประทานบทเรียนที่สูงส่ง บทเรียนของพระเจ้า บทเรียนขั้นวีรกรรมว่าความรักคืออะไร
เพื่อให้เรามีแสงสว่าง พระองค์ทรงยอมอยู่ในความมืดมน
เพื่อให้พระเจ้าประทับอยู่ในตัวเรา พระองค์ทรงทำให้รู้สึกว่าเราอยู่ห่างไกลจากพระองค์
เพื่อให้เรามีปรีชาญาณ พระองค์ทรงทำพระองค์เป็นคนโง่เขลา
เพื่อให้เรามีชีวิต พระองค์ทรงยอมรับความตาย
เพื่อให้เรากลับเป็นผู้บริสุทธิ์อีกครั้ง พระองค์ทรงยอมให้บาปตกลงมายังพระองค์
เพื่อให้เรามีความหวัง พระองค์ทรงเกือบหมดหวัง
เพื่อให้พระองค์เป็นสวรรค์ของเรา พระองค์ทรงรู้สึกถูกทอดทิ้ง
พระเยซูเจ้าผู้ทรงถูกทอดทิ้ง พระองค์ทรงทำให้เราแน่ใจว่า โดยการเจริญชีวิตของพระองค์ เราแต่ละคนสามารถริเริ่มกระทำสิ่งที่มนุษย์กำลังรอคอย โดยทำให้แสงแห่งการกลับคืนชีพแผ่กระจายออกไปโดยรอบจากสถานที่ที่เราอยู่ ไม่ว่าส่วนไหนของโลก (เคียร่า ลูบิค)
|
|
xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx |